วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อริยทรัพย์ 7


อริยทรัพย์ 7 (ทรัพย์อันประเสริฐ, ทรัพย์คือคุณธรรมประจำใจอย่างประเสริฐ — noble treasures)
1. ศรัทธา (ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ — confidence)
2. ศีล (การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติถูกต้องดีงาม — morality; good conduct; virtue)
3. หิริ (ความละอายใจต่อการทำความชั่ว — moral shame; conscience)
4. โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่อความชั่ว — moral dread; fear-to-err)
5. พาหุสัจจะ (ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก — great learning)
6. จาคะ (ความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ — liberality)
7. ปัญญา (ความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผล ดีชั่ว ถูกผิด คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ รู้คิด รู้พิจารณา และรู้ที่จะจัดทำ — wisdom)

อริยทรัพย์ เป็นทรัพย์อันประเสริฐอยู่ภายในจิตใจ ดีกว่าทรัพย์ภายนอกเพราะไม่มีผู้ใดแย่งชิง ไม่สูญหายไปด้วยภัยอันตรายต่างๆ ทำใจให้ไม่อ้างว้าง ยากจน และเป็นทุนสร้างทรัพย์ภายนอกได้ด้วย
ธรรม 7 นี้ เรียกอีกอย่างว่า พหุการธรรม หรือ ธรรมมีอุปการะมาก (virtues of great assistance; D.III.282; ที.ปา. 11/433/310) เพราะเป็นกำลังหนุนช่วยส่งเสริมในการบำเพ็ญคุณธรรมต่างๆ ยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้สำเร็จได้อย่างกว้างขวางไพบูลย์ เปรียบเหมือนคนมีทรัพย์มาก ย่อมสามารถใช้จ่ายทรัพย์เลี้ยงตนเลี้ยงผู้อื่นให้มีความสุข และบำเพ็ญประโยชน์ต่างๆ ได้เป็นอันมาก.


D.III.163, 267;
A.IV.5.
ที.ปา. 11/326/264;
องฺ.สตฺตก. 23/6/5.

[***] อริยบุคคล 7 ดู [63] อริยบุคคล 7
[***] อุบาสกธรรม 7 ดู [260] อุบาสกธรรม 7

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
 
http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=292

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ธรรมธาตุ 7












ธรรมธาตุ 7

หมายถึง ระบบการทำงานของนามธาตุ คือ

เวทนา

สัญญา

สังขาร

วิญญาณ

มโน จิต

และ ภวังค์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี อ่านเพิ่ม>>

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ความตระหนี่ ๕ ประการ

ความตระหนี่  ๕ ประการ  คือ 

ความตระหนี่ที่อยู่,  ความตระหนี่ตระกูล,  ความตระหนี่ลาภ,ความตระหนี่วรรณะ,     ความตระหนี่ธรรม,

อกุศลมูล3

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พระพุทธศาสโนวาทหมวดธรรมข้อเดียว

พระพุทธศาสโนวาทบางข้อ
จัดเป็นหมวดตามลำดับจำนวน


<><>
<><>
<><>
<><>
<><>
<><>
<><>
หมวดธรรมข้อเดียว
๑.
จิตที่มิได้อบรม    เป็นไปเพื่อความเสียหายอันยิ่งใหญ่
๒.
จิตที่อบรมแล้ว    เป็นไปเพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่
๓.
ความประมาท    เป็นไปเพื่อความเสียหายอันยิ่งใหญ่
๔.
ความไม่ประมาท    เป็นไปเพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่
๕.
การไม่พิจารณาโดยแยบคาย    เป็นไปเพื่อความเสียหายอันยิ่งใหญ่
๖.
การพิจารณาโดยแยบคาย    เป็นไปเพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่





หมวดธรรมสองข้อ


๑. ธรรมมีอุปการะมาก ๒

๑. สติ ความระลึกได้

๒. สัมปชัญญะ ความรู้ตัว

๒. ธรรมคุ้มครองโลก ๒

๑. หิริ ความละอายใจ (ที่จะทำความชั่ว)

๒. โอตตัปปะ ความเกรงกลัว (ที่จะทำความชั่ว)
๓.ธรรมทำให้งาม ๒
๑.ขันติ    ความอดทน
๒.โสรัจจะ    ความสงบเสงี่ยม
๔.ธรรมทำให้ประเสริฐ ๒
๑.วิชชา    ความรู้ดี
๒.จรณะ    ความประพฤติดี
๕.ธรรมที่นำไปสู่ความดับทุกข์ ๒
๑.สมถะ    ความสงบระงับแห่งจิต
๒.วิปัสสนา    ปัญญาอันเห็นแจ่มแจ้ง
๖.ธรรมที่นับเป็นความดับทุกข์ ๒
๑.วิชชา    ความรู้ดี
๒.วิมุตติ    ความหลุดพ้น
๗.คนดีประกอบด้วยธรรม ๒
๑.กตัญญุตา    ความเป็นผู้รู้คุณ
๒.กตเวทิตา    ความเป็นผู้ตอบแทนคุณ

หมวดธรรมสามข้อ
๑.พระรัตนตรัย   หรือสิ่งมีค่า ๓
๑.พระพุทธ    ท่านผู้ตรัสรู้ดี
๒.พระธรรม    ความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และสั่งสอน
๓.พระสงฆ์    หมู่พระสาวกผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
(ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสั่งสอน)
๒.หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ๓ ข้อ
๑.เว้นความชั่วทั้งปวง
๒.บำเพ็ญความดี
๓.ชำระจิตของตนให้สะอาด
๓.หลักการศึกษาทางพระพุทธศาสนา    หรือสิกขา ๓
๑.การศึกษาเรื่องศีล    (สีลสิกขา)  คือ   ความประพฤติทางกาย  วาจา
๒.การศึกษาเรื่องจิต   (จิตตสิกขา)  คือ   การทำจิตให้สงบ
๓.การศึกษาเรื่องปัญญา (ปัญญาสิกขา)  คือ   ความรู้แจ้งเห็นจริง
๔.บุญกิริยาวัตถุ    ที่ตั้งแห่งการทำบุญ ๓
๑.การเอื้อเฟื้อให้ปัน   (ทาน)
๒. ความประพฤติดีทางกาย วาจา  (ศีล)
๓.การอบรมจิตและปัญญา   (ภาวนา)
๕. ความประพฤติชอบหรือสุจริต ๓
๑.ความประพฤติชอบทางกาย   (กายสุจริต)
๒.ความประพฤติชอบทางวาจา   (วจีสุจริต)
๓.ความประพฤติชอบทางใจ   (มโนสุจริต)
หมวดธรรมสี่ข้อ
๑.ความจริงอันประเสริฐ   หรืออริยสัจ  ๔  ประการ
๑.ทุกข์  (ทุกข์)
๒.เหตุให้เกิดทุกข์   (สมุทัย)
๓.ความดับทุกข์   (นิโรธ)
๔.ทางหรือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์   (มรรค)
๒.อธิษฐานธรรม   (ธรรมที่ควรไว้ในใจ)  ๔
๑. ปัญญา    พิจารณาเหตุผล
๒. สัจจะ    จริงวาจาและจริงใจ
๓. จาคะ    การสละสิ่งที่ชั่วหรือผิดพลาด
๔. อุปสมะ    ความสงบระงับ
๓. อิทธิบาท   (คุณธรรมที่ทำให้บรรลุความสำเร็จ)   ๔
๑. พอใจในสิ่งนั้น   (ฉันทะ)
๒. เพียรพยายามในสิ่งนั้น   (วิริยะ)
๓. เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้น   (จิตตะ)
๔. พิจารณาสอบสวนในสิ่งนั้น   (วิมังสา)
๔. พรหมวิหาร   (ธรรมประจำใจของผู้ประเสริฐ)   ๔
๑. ไมตรีจิตคิดจะให้เป็นสุข   (เมตตา)
๒. คิดจะช่วยให้พ้นทุกข์   (กรุณา)
๓. พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี   (มุทิตา)
๔.วางใจเป็นกลางไม่ลำเอียง   (อุเบกขา)
๕. สังคหวัตถุ   (ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งการสงเคราะห์)   ๔
๑. เอื้อเฟื้อให้ปัน   (ทาน)
๒. พูดจาอ่อนหวาน   (ปิยวาจา)
๓. บำเพ็ญประโยชน์   (อัตถจริยา)
๔. วางตัวให้เข้ากันได้    ไม่ยกตนข่มท่าน   (สมานัตตตา)
๖. ความเพียรชอบ   ๔
๑. เพียรระวังความชั่วความผิดพลาด
๒. เพียรละเว้นความชั่วความผิดพลาด
๓. เพียรทำคุณงามความดีให้เกิดขึ้น
๔. เพียรรักษาคุณงามความดีไว้ไม่ให้เสื่อม
หมวดธรรมห้าข้อ
๑. ธรรมะที่ทำให้อาจหาญมั่นใจในตนเอง   (เวสารัชชกรณธรรม)  ๕
๑. เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ   (ศรัทธา)
๒. มีความประพฤติดี   (ศีล)
๓. มีความรู้ดี    ศึกษาหาความรู้   (พาหุสัจจะ)
๔. มีความขยันหมั่นเพียร   (วิริยารัมภะ)
๕. ใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผล   (ปัญญา)
๒. ธรรมะที่เป็นกำลัง   (พลธรรม)  ๕
๑. เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ   (ศรัทธา)
๒. มีความเพียร   (วิริยะ)
๓. มีสติควบคุม   (สติ)
๔. มีใจตั้งมั่น   ไม่ฟุ้งซ่าน  (สมาธิ)
๕. ใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผล  (ปัญญา)
๓. ความเจริญแบบอารยะ   (อริยวัฑฒิ)  ๕
๑. เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ   (ศรัทธา)
๒. มีความประพฤติดี   (ศีล)
๓. มีความรู้ดี   (สุตะ)
๔. เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ปัน   (จาคะ)
๕. ใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผล   (ปัญญา)
๔. ศีล  ๕   (คู่กับธรรม  ๕)
๑. เว้นจากการฆ่า
๒. เว้นจากการลักขโมย
๓. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
๔. เว้นจากการพูดปด
๕. เว้นจากสิ่งเสพติดหรือเครื่องดองของเมา
๕. ธรรม  ๕   (คู่กับศีล  ๕)
๑. มีความปรารถนาดีไมตรีจิต
๒. ประกอบอาชีพสุจริต
๓. สำรวมในกาม
๔. พูดคำสัตย์จริง
๕. มีสติสำรวมระวัง
หมวดธรรมหกข้อ
          ธรรม   ๖    ข้อ     ที่สร้างความกลมเกลียวและสามัคคี    (สาราณียธรรม    ธรรมะ
ที่ทำให้ระลึกถึงกัน)
๑. แสดงไมตรีจิตด้วยพฤติกรรมทางกาย
๒. แสดงไมตรีจิตด้วยพฤติกรรมทางวาจา
๓. มีไมตรีจิตทางความนึกคิด
๔. เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ปัน
๕. มีระเบียบวินัยร่วมกับคนอื่น
๖. มีความเห็นที่ถูกต้องร่วมกับคนอื่น
หมวดธรรมเจ็ดข้อ
๑. สัปปุริสธรรม   หรือธรรมของคนดี  ๗
๑. การรู้เหตุ
๒. การรู้ผล
๓. การรู้ตน
๔. การรู้ประมาณ
๕. การรู้กาลเวลา
๖. การรู้ประชุมชน
๗. การรู้ปัจเจกบุคคล
๒. สัปปุริสธรรม   ๗   หรือธรรมของคนดีอีกอย่างหนึ่ง
๑. ความเชื่ออย่างมีเหตุผล   (ศรัทธา)
๒. ความละอายต่อความชั่ว   (หิริ)
๓. ความเกรงกลัวต่อความชั่ว   (โอตตัปปะ)
๔. ความรู้หรือการศึกษาดี
๕. ความเพียร
๖. สติ
๗. ปัญญา
๓. อริยทรัพย์   หรือทรัพย์ประเสริฐ  ๗   อย่าง
๑. ความเชื่ออย่างมีเหตุผล
๒. ความประพฤติดีมีศีล
๓. ความละอายต่อความชั่ว
๔. ความเกรงกลัวต่อความชั่ว
๕. ความรู้หรือการศึกษาดี
๖. เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
๗. ปัญญา
๔. วัตตบท  ๗   เหมาะสำหรับบุคคลผู้เป็นหัวหน้า
๑. เลี้ยงดูบิดามารดา
๒. อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในสกุล
๓. พูดจาอ่อนหวานผูกมิตร
๔. เว้นจากการพูดยุยงหรือส่อเสียดให้แตกร้าว
๕. ขจัดความตระหนี่
๖. มีสัจจะ
๗. ระงับหรือควบคุมความโกรธ
หมวดธรรมแปดข้อ
๑. โลกธรรม   หรือธรรมประจำโลก  ๘  ประการ
๑. ได้ลาภ
๒. เสื่อมลาภ
๓. ได้ยศ
๔. เสื่อมยศ
๕. สรรเสริญ
๖. นินทา
๗. สุข
๘. ทุกข์
๒. อริยมรรค หรือหนทางอันประเสริฐ  ๘   ประการ
๑. ปัญญาเห็นชอบ   (สัมมาทิฎฐิ)
๒. ความดำริหรือความคิดชอบ   (สัมมาสังกัปปะ)
๓. วาจาชอบ   (สัมมาวาจา)
๔. การกระทำชอบ   (สัมมากัมมันตะ)
๕. การเลี้ยงชีพชอบ  (สัมมาอาชีวะ)
๖. ความเพียรชอบ   (สัมมาวายามะ)
๗.การระลึกชอบ   (สัมมาสติ)
๘. การทำใจให้ตั้งมั่นชอบ   (สัมมาสมาธิ)

          คุณธรรมเหล่านี้อาจย่อได้ลงในหลัก   ๓  ประการ กล่าวคือ   ปัญญาเห็นชอบ
ความดำริหรือความคิดชอบ    ย่อลงใน   ปัญญา     การเจรจาชอบ      การกระทำชอบ
การเลี้ยงชีพชอบ  ย่อลงใน  ศีล     ส่วนความเพียรชอบ     การระลึกชอบและการทำใจ
ให้ตั้งมั่นชอบ   ย่อลงใน  สมาธิ

หมวดธรรม ๙ ข้อ
          พระคุณของพระพุทธเจ้า   หรือพระพุทธคุณ  ๙  ประการ
๑. ทรงเป็นพระอรหันต์ผู้ไกลกิเลส
๒. ทรงตรัสรู้เองโดยชอบ
๓. ทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชา   (ความรู้)  และจรณะ   (ความประพฤติ)
๔. เสด็จไปดี   (เพื่อทรงทำประโยชน์ทุกแห่ง)
๕.ทรงเป็นผู้รู้จักและรู้เท่าทันโลก
๖. ทรงเป็นผู้ฝึกคนอย่างยอดเยี่ยม
๗. ทรงเป็นพระศาสดาแห่งเทพและมนุษย์
๘. ทรงตรัสรู้สัจธรรม
๙. ทรงเป็นผู้มีโชค (เพราะทรงสร้างหรือกระทำแต่สิ่งดีงามอันเป็นเหตุแห่งโชค)
หมวดธรรม ๑๐ ข้อ
ทางแห่งการกระทำอันดีงาม   (กุศลกรรมบถ)  ๑๐  ประการ
๑. เว้นจากการฆ่า
๒. เว้นจากการลักขโมย
๓. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
๔. เว้นจากการพูดปด
๕. เว้นจากการพูดยุยงหรือส่อเสียดให้แตกร้าว
๖. เว้นจากพูดคำหยาบ
๗. เว้นจากพูดเพ้อเจ้อหรือไร้สาระ
๘. ควบคุมหรือลดละความโลภ   หรือความคิดอยากได้ของผู้อื่น
๙. ควบคุมหรือลดละความโกรธ   หรือความพยาบาท
๑๐.ควบคุมหรือลดละความหลง   หรือความเห็นผิดทำนองคลองธรรม

          กุศลกรรมบถทั้ง  ๑๐  นี้  
 ข้อ  ๑  ถึง  ๓  จัดเป็นกายสุจริต  
ข้อ  ๔  ถึง  ๗  จัดเป็นวจีสุจริต  
ข้อ    ๘    ถึง   ๑๐   จัดเป็นมโนสุจริต     
 เพราะฉะนั้น     ทางแห่งการกระทำ
อันดีงามหรือกุศลกรรมบถ  ทั้ง   ๑๐ นี้    จึงจัดเป็นกายสุจริต   วจีสุจริต  และมโนสุจริต

http://www.seameo.org/vl/buddhist/budd6.htm

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

กรรม 12


กรรม 12 หรือกรรม 3 หมวด ๆ ละ 4 นี้ มิได้มาในพระบาลีในรูปนี้ โดยตรง พระอาจารย์ในสมัยต่อมา เช่นพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นต้น ได้รวบรวมจัดเรียงเป็นแบบอย่างไว้ในภายหลัง
        ผลร้ายผลดีต่าง ๆ เนื่องจากกรรม คือการกระทำของสัตว์
       จากจูฬกัมมวิภังคสูตร สูตรว่าด้วยการจำแนกกรรมสูตรเล็ก
ผลดีของกรรม
1. มีอายุยืนเพราะ ไม่ฆ่าสัตว์
2. มีโรคน้อยเพราะ ไม่เบียดเบียนสัตว์
3. มีผิวพรรณดีเพราะ ไม่ขี้โกรธ
4. มีศักดามากเพราะ ไม่มักริษยา
5. มีโภคทรัพย์มากเพราะ ให้ทาน
6. เกิดในตระกูลสูงเพราะ ไม่กระด้าง ถือตัว แต่รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน
7. มีปัญญาดีเพราะ เข้าไปหาผู้รู้ครูอาจารย์ สมณพราหมณ์ ไต่ถามเรื่องกุศล อกุศล เป็นต้น
ผลร้ายของกรรม
1. มีอายุน้อยเพราะ ฆ่าสัตว์
2. มีโรคมากเพราะ เบียดเบียนสัตว์
3. มีผิวพรรณทรามเพราะ ขี้โกรธ
4. มีศักดาน้อยเพราะ มักริษยา
5. มีโภคทรัพย์น้อยเพราะ ไม่ให้ทาน
6. เกิดในตระกูลต่ำเพราะ กระด้าง ถือตัว ไม่อ่อนน้อมถ่อมตน
7. มีปัญญาทราม เพราะไม่เข้าไปหาผู้รู้ครูอาจารย์ สมณพราหมณ์ ไต่ถามเรื่องกุศล อกุศล เป็นต้น
(คำถามคำตอบเรื่องผลร้ายผลดีของกรรมนี้ ผู้ถามคือ สุภมาณพ บุตรแห่งโตเตยยพราหมณ์ เข้าไปทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะประทับอยู่ ณ เชตวนาราม)
http://www.wfb-hq.org/specth7.htm

มรรคสมังคี(ละสังโยชน์10)

มรรคสมังคี ละสังโยชน์ ละอวิชชา
มรรคสมังคี คือ มรรคแปดรวมเป็นหนึ่ง
คือ ศีล สมาธิ ปัญญา รวมเป็นหนึ่ง
เพื่อละสังโยชน์ จะเกิดไม่เกิน 4 ครั้ง
มรรคสมังคี หรือ จิตยิ้ม นี่ตัวเดียวกันเกิดไม่เกิน 4 ครั้ง
แล้วแต่บางองค์ท่านกำลังมาก อาจเป็นครั้งเดียว
ละอวิชชาได้เลย ก็เกิดครั้งเดียว
สังโยชน์ (บาลี: samyojana) คือ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์,
 ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ หรือ
กิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมในวัฏฏะ มี 10 อย่าง คือ
 ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ได้แก่


  • 1. สักกายทิฏฐิ - มีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของเรา มีความยึดมั่นถือมั่นในระดับหนึ่ง
  • 2. วิจิกิจฉา - มีความสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
  • 3. สีลัพพตปรามาส - ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย
  • 4. กามราคะ - มีความติดใจในกามคุณ
  • 5. ปฏิฆะ - มีความกระทบกระทั่งในใจ
  • ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง 5 ได้แก่
    • 6. รูปราคะ - มีความติดใจในวัตถุหรือรูปฌาน
    • 7. อรูปราคะ - มีความติดใจในอรูปฌานหรือความพอใจในนามธรรมทั้งหลาย
    • 8. มานะ - มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนหรือคุณสมบัติของตน
    • 9. อุทธัจจะ - มีความฟุ้งซ่าน
    • 10. อวิชชา - มีความไม่รู้จริง